ปลาหมอไทย
ปลาหมอไทย เป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่มักพบเห็นได้ทั่วไปตามห้วยหนองคลองบึง หม้อแปลงนาโดยเฉพาะช่วงฤดูทำนาหรือหน้าฝนจะพบเห็นปลาหมอมากกว่าช่วงปกติแต่ก็เช่นเดียวกับสัตว์นานาชนิดอื่นๆเมื่อสภาพแวดล้อมแปลงนาเปลี่ยนจากการใช้สารเคมี ทำให้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและจนแทบจะหาไม่ได้ส่งผลให้มีการเริ่มพัฒนาการเลี้ยงปลาหมอไทยขึ้นมาทั้งในแง่ของการอนุรักษ์และการต่อยอดเชิงเศรษฐกิจซึ่งก็ถือเป็นสัตว์พื้นเมืองอีกชนิดหนึ่งที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีสามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ปลาหมอ
ปลาหมอน้ำจืดที่มีรสชาติดีเนื้อมันแน่นนุ่มก้างน้อยนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดทั้งต้มผัดแกงทอดย่างทำได้หมดรวมทั้งแปรรูปเป็นปลาร้าปลาเค็มปลาตากแห้งก็สามารถทำได้ทั้งในต่างประเทศมีการซื้อขายปลาหมอ กก. ละสูงถึง 100 ถึง 150 บาทโปรโมทให้มีความคงทนต่อสภาพอากาศ จึงทำให้ขนส่งหรือจำหน่ายในรูปแบบปลาสดในระยะทางไกลๆได้สะดวก
ธรรมชาติของปลาหมอ
ปลาหมอเป็นปลาน้ำจืดพื้นบ้านของไทยที่นิยมบริโภคกันทั่วทุกภาคมีชื่อเรียกต่างๆแต่ละท้องถิ่นเช่นภาคอีสานเรียกว่าปลาเข็งภาคใต้เรียกว่าปลาอีแกปูยูปลาหมอไทยสามารถพบได้ในแม่น้ำหนองบึง เป็นปลาที่มีความคงทนสามารถอยู่ได้ในที่ปริมาณน้ำในน้อยๆหรือขาดน้ำได้เป็นเวลานานๆกว่าปลาชนิดอื่นปลาหมอ 1 ตัวสามารถแพร่พันธุ์และวางไข่ได้จำนวนมากเป็นปลากินพืชและกินเนื้อที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มได้เป็นอย่างดีเกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลาหมอไทยเพิ่มมากขึ้นสามารถเลี้ยงได้ในอ่างเก็บน้ำนาข้าวและเลี้ยงผสมกับปลาชนิดอื่นๆได้
ปลาหมอเป็นปลาที่สามารถปีนป่ายขึ้นบนบกเพื่ออพยพหาแหล่งน้ำได้โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนในต้นฤดูฝนทำให้มีการแพร่ขยายกระจายตัวในแหล่งน้ำเกือบจะทุกแห่งอย่างรวดเร็วการปีนป่ายบนบกตามพื้นของปลาหมอจะใช้ส่วนล่างของกระดูกกระพุ้งแก้มรวมถึงแผ่นเหงือกช่วยเกาะปีนไปข้างหน้าตามพื้นดินหรือบางครั้งจะใช้ลำตัวไถลไปตามพื้นที่แฉะของดิน
ลักษณะของปลาหมอไทยปลาหมอมีอวัยวะช่วยหายใจในช่องเหงือกใต้ลูกตาประกอบด้วยแผ่นกระดูกบางจำนวนมากเรียงซ้อนกันและถูกห่อหุ้มด้วยผนังบางๆมีเส้นเลือดฝอยจำนวนมากแผ่นนี้จะช่วยดูดซับอากาศและออกซิเจนได้ดีและผ่านเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเมื่อโผล่ขึ้นมาพบอากาศเหนือผิวน้ำ
ปลาหมอไทยมีลักษณะลำตัวค่อนข้างแบนปกคลุมด้วยเกล็ดแข็งสีน้ำตาลเหงือกบนดำหรือเขียวปนดำและมีสีเหล่านี้ปะปนกันทั้งลำตัวเก็บบริเวณท้องมีสีจางกว่าส่วนหลังลำตัวยาวประมาณ 3 เท่าของความกว้างของลำตัวบริเวณสันหลังมีครีบหลังที่แข็งแรง 17-18 ก้านและก้านครีบอ่อนส่วนท้าย 9-10 ก้านครีบก้นส่วนต้นมีก้านครีบแข็ง 9-10 ก้านและก้านครีบอ่อนส่วนท้าย 10-11 ก้านครีบท้องถัดจากครีบก้นขึ้นไปทางด้านหัวมีก้านครีบแข็ง 2 ก้านและก้านครีบอ่อน 5 ก้านส่วนคีบที่อยู่เหนือคลิปท้องกับคีบก้านครีบอ่อน 15 ก้าน

การแยกเพศปลาหมอไทย
ปลาหมอเพศเมียจะมีขนาดโตและน้ำหนักมากกว่าเพศผู้และมีความกว้างของลำตัวมากกว่าเพศผู้ส่วนเพศผู้จะมีลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมียและมีความกว้างลำตัวสั้นกว่าเมื่อถึงฤดูกาลปลาวางไข่ปลาหมอเพศเมียจะตั้งท้องบวมเป่งอวัยวะเพศขยายใหญ่มีสีแดงส่วนตัวหมอเพศผู้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อจับส่วนโคนหางปลาหมอเพศเมียจะโหนกกว่าปลาหมอเพศผู้รังไข่ของปลาหมอมีลักษณะบางมีเป็นคู่แยกออกทั้ง 2 ครู ในช่องท้องรังไข่ใหม่จะมีสีชมพูแก่และมีเม็ดไข่สีขาวนวลขนาดเล็กเมื่อรังไข่แก่จะมีสีเหลืองและมีเส้นเลือดฝอยปนมาหล่อเลี้ยงจำนวนมากสามารถมองเห็นได้ชัดเจนภายในรังไข่เต็มไปด้วยไข่สีเหลืองมีลักษณะกลมจำนวนมากขนาดไข่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 cm ภายในเมล็ดไข่มีหยดน้ำมันขนาดใหญ่และหยดน้ำมันขนาดเล็กจำนวนไข่ปลาหมอจะขึ้นอยู่กับ ขนาดของตัวปลาหมอเป็นสำคัญมีการศึกษาจำนวนไข่ของปลาหมอพบว่าปลาหมอขนาด 38 กรัมจะมีไข่ประมาณ 2200 ฟองขนาด 100 กรัมจะมีไข่ประมาณ 12000 สองและขนาด 145 กรัมจะมีใครประมาณ 20,000 8002 ส่วนตัวผู้จะมีถุงน้ำเชื้อที่ระยะแรกที่มีสีชมพูใสต่อมาเมื่อแก่ก็จะมีสีขาวขุ่นแยกเป็นพูหรือ 2 พูในช่องท้อง
ขนาดลำตัวและการเติบโตของปลาหมอไทยปลาหมอไทยโตเต็มที่สามารถสืบพันธุ์และวางไข่ได้จะมีอายุตั้งแต่ประมาณ 5 เดือนหลังจากฟักออกเป็นตัวแล้วขนาดความยาวประมาณ 9-10 cm น้ำหนัก 30 ถึง 40 กรัมอัตราเติบโตของปลาหมอไทยจะเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลมีช่วงการเจริญเติบโตที่ดีในหน้าฝนถึงต้นฤดูหนาวอัตราการเจริญสูงสุดในช่วงต้นฤดูฝนในช่วงฤดูหนาวอุณหภูมิลดลงการเจริญเติบโตจะช้าหรือหยุดชนะและจะเป็นปกติเมื่อพ้นสู่ฤดูหนาว
การเพาะเลี้ยงปลาหมอไทย โดยธรรมชาติปลาหมอไทยวางไข่ในช่วงฤดูฝนเหมือนปลาอื่นในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปโดยเฉพาะน้ำใหม่หรือฝนแรกป้าหมอตัวเมียที่พร้อมจะวางไข่จะมีส่วนท้องอุ้มเป่งและนิ่มเมื่อบีบท้องเบาๆจะมีไข่กลมๆสีเหลืองอ่อนออกมาส่วนตัวผู้จะมีลักษณะปกติไม่เปลี่ยนแปลงก่อนวางไข่ปลาตัวผู้จะก่อหวอดที่เคลือบด้วยสารเมื่อเกาะติดกันเป็นกลุ่มฟองอากาศบริเวณก่อหวอดมักจะเป็นน้ำตื้นมีกอหญ้าปลาตัวเมียจะเข้าไปวางไข่ใต้เบาะและตัวผู้ก็จะฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมไข่ปลาอาจจะรออยู่ใต้ผิวน้ำใครที่ได้รับการผสมจะมีสีเหลืองอ่อนใสขนาดประมาณ 0.7 ถึง 1 มิลลิเมตรและจะพัฒนา การจนฟักออกเป็นตัวอ่อนต่อไป
การกระตุ้นให้วางไข่ 1 การเตรียมพ่อแม่พันธุ์ขั้นแรกให้คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีไข่และน้ำเชื้อสมบูรณ์ตัวใหญ่ไม่มีโรค ต้องให้มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปน้ำหนักตั้งแต่ 60 กรัมขึ้นไปตัวเมียท้องบูมเมื่อใช้มือบีบเบาๆจะมีไข่ลักษณะสีกรมเหลืองออกมาส่วนตัวผู้เมื่อบีบบริเวณอวัยวะเพศจะมีน้ำเชื้อสีขาวคล้ายน้ำนมออกมา 2 การกระตุ้นให้วางไข่นิยมทำได้ตั้งแต่ช่วงฤดูเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคมของทุกปีในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ในระดับน้ำ 30 ถึง 50 เซนติเมตรแต่นิยมทำในบ่อซีเมนต์เพราะง่ายต่อการดูแลและการจัดการการกระตุ้น จะใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนเร่งการวางไข่ให้แก่ตัวเมียฮอร์โมนที่ใช้ชื่อยูเซอรีนชื่อทางการค้าซูพรีแฟคขนาดความเข้มข้น 15-30 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม และสารระงับระบบการหลั่งฮอร์โมนหรือยาเสริมฤทธิ์ชื่อโดมเพอริโดนชื่อตั้งครรภ์ค้า motilium ขี่เต็มขนาด 5 ถึง 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัมจำนวน 1 ครั้งและฉีดฮอร์โมนแก่ปลาตัวผู้ในอัตรา 5 ถึง 10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัมเมื่อฉีดกระตุ้นเสร็จให้ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ผสมพันธุ์และวางไข่ในบ่อไข่ที่มีการ วางกระชังตาซึ่งแขวนอยู่ในเบาะชั้นแรกสำหรับการพ่อแม่พันธุ์และมีผ้าโอร่อนแก้วรองรับไข่ปลาอีกชั้น 1 อัตราปลา พ่อพันเท่ากับ 1 ต่อ 1 ให้พ่นสเปย์น้ำและถ่ายเป็นน้ำ 8-12 ชั่วโมงเมื่อปลาวางไข่หมดแล้วจึงนำกระชังตาห่างและพ่อแม่พันธุ์ออกลูกปลาจะฟักออกเป็นตัวประมาณ 4-5 วันหลังจากการวางไข่แล้วจึงรวบรวมไปอนุบาลในบ่ออนุบาลต่อไป

การอนุบาลลูกปลาหมอ
การอนุบาลลูกปลาหมอมักจะทำในบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ที่ระดับน้ำ 50 cm หากมีการเพาะเลี้ยงมากจะนิยมอนุบาลในบ่อดินเพราะมีพื้นที่เพียงพอต่อปลาหากใช้บ่อซีเมนต์จะมีค่าใช้จ่ายสูงพื้นที่ต่อลูกปลาไม่เพียงพอการอนุบาลในบ่อซีเมนต์จะใช้ในกรณีการอนุบาลลูกปลาที่มีจำนวนไม่มากเท่านั้นทุกปลาที่ฟักออกจากไข่จะมีขนาดประมาณ 1.9 mm หน้าท้องมีถุงหุ้มอาหารขนาดใหญ่ที่เป็นสารอาหารสำรองหลังจากการฟักตัวและจะอยู่ประมาณ 3 วันในระยะเวลา 3 วันนี้ลูกปลาจะยังไม่กินอาหารมากการอนุบาลลูกปลาในบ่อดินให้หว่านปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตรา 50 ถึง 100 กิโลกรัมต่อไร่พร้อมผสมปลาป่นและรำละเอียดอย่างละ 3 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อสร้างห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติเช่นแพลงก์ตอนสัตว์
การเลี้ยงในบ่อดิน เมื่อลูกปลาได้ขนาดจะทำการปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินอัตราเลี้ยงที่เหมาะสม 30 ถึง 50 ตัวต่อตารางเมตรหรือ 40,000 ถึง 80,000 ตัวต่อ 1 ไร่ส่วนวิธีปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาให้ผสมพันธุ์และวางไข่ในบ่อเลี้ยงเลยอัตราพ่อแม่พันธุ์ประมาณ 25-50 คู่ต่อ 1 ไร่จะได้ลูกประมาณ 50,000 ถึง 100000 ตัวต่อไร่สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาหมออาจจะหาซื้อลูกปลาตามฟาร์มหรือโรงเพาะเลี้ยงขนาด 2-3 นิ้วอายุ 60-70 5 วันหรือ 2-3 เดือนอัตราการปล่อยประมาณ 25 ตัวต่อ 1 ตารางเมตรหรือ 40,000 ตัวต่อ 1 ไร่บ่อที่ใช้เลี้ยงควรขึงด้วยมุ้งไนลอนรอบเบาะเพื่อป้องกันศัตรูของปลาหรือป้องกันตาปีนป่ายออกนอกบ่อโดยเฉพาะเวลาฝนตก และอาจจะติดตั้งระบบการเพิ่มออกซิเจนหากคุณภาพน้ำมีปัญหา
ระยะการให้อาหารลูกปลาหนึ่งอายุ 1-3 วันอาหารจากถุงอาหาร 2 อายุ 4 ถึง 10 วัน rotifer ร่วมกับไข่แดงต้มบดผ่านผ้า 30 ถึง 27 วันไรแดงร่วมกับไข่แดงต้มบดผ่านภาค 4 อายุ 24 ถึง 32 วัน อาหารสำเร็จรูปโปรตีน 30-35 เปอร์เซ็น 5 อายุ 33 ถึง 78 วันอาหารสำเร็จรูปโปรตีน 30-35 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลา อนุบาลได้ประมาณ 3 สัปดาห์ให้ค่อยๆเพิ่มระดับน้ำเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ควรตรวจสอบโรติเฟอร์และไรแดงในบ่อรวมถึงตรวจดูสุขภาพลูกปลาและการเจริญเติบโตทุกวันบ่ที่อนุบาลควรทำหลังคาป้องกันแสงแดดและใส่ผักบุ้งหรือพรรณไม้น้ำในกระชังปลาที่สามารถนำไปปล่อยได้จะมีขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตรอายุ 20 ถึง 30 วันหรือ 1-2 เดือนหรือที่เรียกทั่วไปว่าปลาขนาดใบมะขาม
อาหารปลาหมอในระยะเลี้ยงดูในบ่อดินในระยะ 1-2 เดือนจะใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ระยะ 2-3 เดือนขึ้นไปอาหารสำเร็จรูปที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 หรืออาหารเม็ดปลาดุกเล็กร่วมกับอาหารเสริมอื่นๆเช่นไรแดงปลวกรำข้าวเป็นต้นระยะเวลาในการเลี้ยงที่เริ่มจับขายได้ 90-120 วันหรือประมาณ 4-5 เดือน
หน้าแรก